อ่านคนเดียวเงียบๆนะ อย่าส่งเสียงดังล่ะ 
มาถึงเมืองไทยได้หลายวันแล้วแหระ ตัวดำเร็วมากๆ คราวที่แล้วเป็นอาทิตย์ค่อยดำ ตอนนี้วันเดียวดำเลย เซ็งจัดๆ
งานแต่งก็คืบหน้าได้นิดนึง เค้าให้ไปเลือกอาหาร ก็ยังไม่ได้เลือก
วันแรกที่มาถึงเป็นวันพุธตอนกลางคืน ตื่นมาวันพฤหัสก็ไปเดินสำเพ็ง พาหุรัดเลย กะจะไปซื้อชุดแต่งงาน แต่ดูจนปวดหัว เพราะมันเยอะจัดๆ เลือกไม่ถูก สุดท้ายได้แค่ถุงผ้ากลับมา
วันที่สองไปดูที่เจเจมอล์ล ได้หลายอย่างเลย การ์ดก็ได้ ของชำร่วยก็ได้ ชุดไทยก็ได้ ชุดไทยเป็นการสั่งตัดด้วยว่าราคาเบาๆ ที่จริงอยากใส่ชุดสีทอง แต่ใส่แล้วดับอนาถ เลยเอาผ้าถุงแดง สไบทองแทน ออกมาก็พอดูได้
เว้นสองวัน เสาร์ อาทิตย์ เพราะ ติดสอบ มสธ อันนี้ก็ดับอนาถ เพราะอ่านหนังสือไม่จบแล้วไปสอบ มั่วสุดๆ อ่านข้อสอบไปจะหลับไป เฮ้ออออ
ส่วนชุดตักบาตรและชุดกินเลื้ยง ยังไม่ได้เหมือนเดิม เมื่อวานนี้ (วันจันทร์) ไปดูที่ไปหยกมา ก็สวยดี แต่คนขายปากไม่ดี โกรธเลยไม่ซื้อ พูดมาด๊ายยย ว่าเราไซส์ L ไซส์ M สำหรับคนเอว 26-27 พ่อเมิงงงงง ก็กุเพิ่งวัดเอวตัดชุดไป ก็เอวกุเนี่ย 26 ย่ะ แล้วมันก็ไม่ให้ลอง กะขายไซส์ L ให้เลยว่างั้น เซ๊งงงง
ค่ำๆก็ไปรับการ์ด ว๊าววว รวดเร็วเพราะเป็นการ์ดโฟโต้
เพิ่งทำกิจกรรมส่งไปสองวิชา ลุ้นๆ ว่าถ้ามันไม่ถึงช้ากว่าทางมหาลัยกำหนด เค้าจะอนุโลมตรวจให้มั๊ย ถ้าเค้าไม่ตรวจจะโทรไปขอร้องเค้า หนูส่งไกลนะค๊า แล้วแบบด่วนๆมันก็แพงอ่า แต่หนูก็ส่งก่อนกำหนดส่งแล้วนะก๊ะ มันเป็นความผิดของทางไปรษณีย์ งุงิงุงิ ...เค้าจะฟังมั๊ยนะ? ตอนนี้ก็เล่งๆอ่านหนังสือให้จบ จะได้มีเวลาทบทวนก่อนไปสอบ กิ๊บกิ๊วววววว
เรื่องส่วนตัวก็รันทนเหมือนเดิม ทำไมเหมือนไม่มีใครเข้าใจเราเลย ทำไมมีแต่คนอยากให้เราแบบนั้น อยากให้เราทำแบบนี้ ทำแบบที่เค้าต้องการ ทำให้คนนั้นมีความสุข ทำให้คนนี้มีความสุข แต่ทำไมเค้าไม่คิดถึงความรู้สึก ความต้องการ ของเราเลย(ว่ะ)?
พอไม่บันทึกก็ขี้เกียจแล้วก็หายยยยยยยยยยยยยยยยไปเลย แย่จริงๆเลยเรานี่
วันนี้ร้านลิตเทิลแบงค์คอคพาไปวัดไทยด้วย เอาเพลไปถวาย คนเยอะอยู่เหมือนกันนะ ตอนแรกนึกว่าจะมีแต่กลุ่มเราซะอีก ได้เข้าวัดแล้วก็สบายใจขึ้นมาบ้าง
วันนี้ได้รู้จักมีมี่สาวประเทศลาวแต่หน้าไม่เหมือนลาวเลยซักนิด ดูไม่ออกเลย สวยดีหน้าออกไปทางแขกด้วยซ้ำ และที่สำคัญ ได้ยินมาว่าชีไปทำจมูกที่เมืองไทยมา หมดเงินไปเป็นแสนเลย แพงโคตรรรรรรรรรรรร แต่ก็สมราคาแหระ เพราะเราดูไม่รู้เลยว่าชีไปทำมา แล้วก็ได้รู้จักแฟนเค้าด้วยชื่อ เปเล่ เป็นหนุ่มลาวแต่เกิดที่เมกา (แล้วเราจะพูดเรื่องของเค้าไมเนี่ย) หลังจากออกจากวัดก็ไปงานที่กรีกทาวน์กัน ฝนตกเลยหมดสนุกเลย ...จบข่าว
ได้รับหนังสือแล้ววววว พนังงานเอาขึ้นมาส่งถึงหน้าห้องเลย ชื่นใจ นึกว่าจะทำกิจกรรมส่งไม่ทันเสียแล้ว ที่ไหนได้ มีเวลาเยอะแยะเลย เดี๋ยวเราจะตะบี้ตะบันอ่านให้จบถัวเฉลี่ยเดือนล่ะวิชาเลยเอ๊า จะเอา H ให้ได้ทุกวิชาเลยด้วย (โถ ขี้โม้หวะ เสียงคนอ่านกระซิบ)
วันนี้มีนัดสัมภาษ (อีกแล้ววววว) ไปสมัครมาเมื่อวาน วันนี้เค้าโทรมาก่อนเที่ยง นัดวันนี้ตอนหกโมงเย็น เราไปเร็วตั้งยี่สิบนาทีแหนะ สรุปแล้วเค้าไม่มา (เวงงงงงง) เลื่อนนัดไปพรุ่งนี้แทน แต่ พรุ่งนี้เราไม่ว่างอะดิ ว่างอีกทีวันจันทร์โน้นนน ไว้พรุ่งนี้จะโทรไปบอกเค้าล่ะกัน
ตอนกลับเจอเพื่อนข้างห้อง เป็นคนปากีสถาน (หรือเปล่านะ ลืมแระ) เราบอกเค้าว่ามีของส่งมาให้เธออยู่ในห้องผู้จัดการตึกแหนะ เห็นมาสองอาทิตย์แล้ว ไม่เห็นเธอไปเอาซะที วันนี้เขาเลยไปเอา คุยกันไปคุยกันมา เลยรู้ว่าตอนนี้เขากำลังเรียน ป.เอก อยู่ (โห้ สุดยอดดดดดด) จบ ป.โท จากเมืองไทยด้วย (ขยันเรียนจริงจัง ขนาดเรา ป.ตรี ยังเรียนแล้วเรียนอีก แต่ไม่จบสักที่ เฮ้ออออ)
มสธ. ส่งหนังสือให้ช้ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เปิดเรียนไปแล้วสองอาทิตย์ หนังสือเพิ่งถึงมือคุณแฟน กว่าจะมาถึงเราคงปาไปอีกอาทิตย์สองอาทิตย์แน่เลย เฮ้อออ จะทำกิจกรรมส่งทันเค้ามั๊ยเนี่ย ไม่น่าลงเรียนเลยเราaa
อ๊ะ ต่อด้วยเรื่องวันนี้ดีกว่า ... วันนี้ที่จริงมีนัดเรียนเรื่องไวน์แต่เราไม่ไป แถมยังไม่บอกให้เค้ารู้ด้วยแหระ แย่จังเลยนะเราเนี่ย พรุ่งนี้ว่าจะโทรไปขอโทษเค้า เค้าจะด่าเรามั๊ยนะ? ตอนเย็นๆอยากกิน BLT เลยไปซื้อของมาทำกินเอง ก็อร่อยดีอะนะ แต่ก็ยังสู้ร้าน subways ไม่ได้ ...สักวันนึง ของเราต้องอร่อยกว่า!
เมื่อคืนได้นอนสองชั่วโมงกว่าๆเอง เนื่องจากมัวแต่คุยโทรศัพท์กับคุณแฟนอยู่ คุยตั้งแต่หกโมงเย็นยันเที่ยงคืนเลย ซะจัย ไม่ได้คุยกันตั้งสี่วันแหนะ! จากนั้นก็โทรหาลูกพี่ลูกน้องที่ไทยต่อ แล้วค่อยเตรียมตัวสำหรับสัมภาษณ์งาน (อันนี้น่าจะทำก่อนสิ่งอื่นใด แต่เราก็ทำท้ายสุดเลย) ...เค้าโทรมาตอนหกโมงเย็นเมื่อวาน แล้วให้ไปสัมภาษณ์วันนี้ตอนสิบโมงครึ่ง โนติสน้อยมากๆเลย การเตรียมตัวก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาก พริ้นท์ resume, cover letter, กับ reference list ไว้เฉยๆ แล้วก็เตรียมตอบคำถามบ้างนิดหน่อย คราวที่แล้วไปสัมภาษณ์งานร้านขายกระเป๋าในห้าง เราใส่ business casual ไป พอไปถึงเจอพนักงานใส่ ยีนส์กับสายเดี่ยวขายของเต็มเลย งงมาก ส่วนวันนี้ไปสัมภาษณ์งานร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนี่ยน ประมาณ 3.5-4.5 ดาว เลยใส่ business causal อีกรอบ พอไปถึงคนนัดยังไม่มาเลยอ่า เรารออยู่ประมาณ 15 นาทีได้ แล้วเค้าก็ใส่สูตรเต็มยสมา เฮ้อออ จะมีงานไหนที่เราใส่ถูกต้องบ้างเนี่ย สรุปแล้วก็ไม่ได้ทั้งสองแหระ
งานแรกสมัครตำแหน่ง cashier แต่สัมภาษณ์ตำแหน่ง sell ได้ไงก็ไม่รู้ philosophy เรากับเค้าก็ไม่ตรงกันด้วยนะ เค้าอยากให้เชียร์ขายของให้แขก และมี target ให้ meet ด้วย ถ้าทำได้ไม่ตามเป้า เค้าก็ลดเวลาทำงานเราลง อะไรงี้ แต่เราไม่ชอบขาย เราเลยบอกเค้าตรงๆ ว่าถ้าลูกค้าจะซื้อลูกค้าก็ซื้อเอง ไม่ต้องไปวุ่นวายกะลูกค้ามาก ด้วยการยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเองให้เค้าฟังว่า เราเป็นคนรำคาญพนักงานเชียร์ของมากๆ คือถ้าเราจะซื้อเราก็จะซื้อเอง ไม่ต้องมาเชียร์ ถ้าเราจะถามเราก็ถามเอง ไม่ต้องมาเดินตาม รำคาญ! จากนั้นเค้าก็ไม่สัมภาษณ์เราต่อเลย นอกจากบอกเราว่าเค้าต้องการคนแบบไหน (ในใจเราก็แบบ เออ รู้แระ บอกทำไม ก็ชั๊นไม่ชอบขายหนิ ชั๊นไม่ได้สมัครตำแหน่งขายซะหน่อย ยัยนี่ท่าจะบ้า)
ส่วนวันนี้ตอนสมัครก็สมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟ ไม่ก็ พนักงานต้อนรับ แต่ได้สัมภาษณ์ ตำแหน่ง บาร์ เฮ้ออออออ จะมีมั๊ยเนี่ยที่สัมภาษณ์แล้วตรงกะที่สมัครเนี่ย มาถามเรื่องไวน์ แล้วฉานจะรู้ได้ไงเนี่ย ไอ้ที่เตี๊ยมไป ไม่ถามซักคำ - -' แต่ยังไงก็ขอบคุณทั้งสองที่มากๆ ที่อุตสาห์เรียกไปสัมภาษณ์
บ่ายสามมีนัดกับทนาย ไปปรึกษาเค้าเรื่องจะเอาคุณแฟนมาที่นี่ เค้าบอกว่าเรื่องรายได้ไม่มีปัญหา เอาแม่เราค้ำอีกคนก็ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายน่าจะอยู่ที่ประมาณแสนห้าถึงแสนหกบาทได้มั้ง (เราเชื่อว่า ไม่เกินสองแสนแน่นอน) โดยแบ่งเป็นค่าทนายน่าจะตก อยู่ประมาณหกหมื่นกว่าบาท ก็โอเคอยู่นะ เพราะเค้ารับประกันผลงาน คือเรื่องไม่ผ่านไม่ต้องจ่ายตังค์ แฟนมาไม่ได้ไม่ต้องจ่าย สุดยอดดดดดดดดดดดด จากนั้นก็จะมี จ่ายให้รัฐบาลอีกหมื่นห้าถึงหมื่นเจ็ดตอนทำเรื่อง แล้วก็ หมื่นห้าถึงหมื่นเจ็ดอีกครั้งถ้าเค้าได้มา ค่าเครื่องก็ราวๆห้าหมื่น (ไว้ทำเรื่องจริงๆ จะมาแจงรายละเอียดยิ๊บๆเลย)
พูดถึงเรื่องรับประกันผลงานแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาทันควัน ไว้วันหลังจะเขียนให้อ่าน (วันหลังอีกแร๊ะ)
ตอนกลับแวะ Winners เพื่อไปดูน้ำหอมที่ดูไว้คราวที่แล้ว แต่พอไปถึงเราตกใจมาก เพราะที่ดูไว้หายหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Guess, Prada, Burberry ดีที่เหลือ Baby Phat อยู่ขวดนึงเลยรีบคว้ามา โห้ยยย ขายดีมากๆเลย อย่างว่าแหระ เค้าขายต่ำกว่าราคาปลีกตั้ง 30%-60% แหนะ อย่าง Baby Phat เนี่ย 100 ml ราคาปลีกอยู่ที่ $70 แต่ที่นี่ขาย $24.99! แม่เจ้า รับมาเท่าไหร่เนี่ย? แล้วมันเป็นของจริงด้วยนะ ไว้คราวหน้าเห็นจะรีบคว้าไว้เลย เพราะว่ากลับไปคราวนี้เพื่อนพ้องน้องพี่ต้องได้น้ำหอมเป็นของฝาก ---เราตั้งใจไว้แล้ว---
เมื่อวานนี้มีเรื่องนิดหน่อยกับลูกสาวเจ้าของร้านที่เราไปทำงานด้วย คือเรื่องมันก็แค่เรื่องเล็กๆอะนะ แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าต้องพูดเสียงดังขนาดนั้น แล้วเราก็ไม่ได้ถามเค้าด้วยซ้ำ เราผิดเหรอที่ไม่รู้ว่า แกงไก่ หมายถึง แกงเขียวหวานไก่ เราผิดเหรอที่ไม่รู้ว่า แกงเนื้อ คือ แพนงเนื้อ ??? เราผิดเหรอ ที่เราติดที่จะเรียกมันว่า Chicken Green Curry กับ Beef Red Curry ??? เราคุ้นเคยที่จะเรียกมันแบบนี้มาเป็นสิบกว่าปีแล้ว อยู่ๆก็ให้เราเรียกแบบอื่น มันก็ต้องอาศัยเวลาบ้างละนะ จะให้เปลี่ยนปุบปับ เข้าใจได้ทันที เราคงทำไม่ได้
เราพยายามที่จะทำความเข้าใจว่า ศัพท์เฉพาะของร้านที่ใช้กันเนี่ย เค้าหมายถึงแกงอะไรกันแน่ เพราะคำว่า แกงไก่ สำหรับเรามันอาจจะเป็น แกงเขียวหวานไก่ แพนงไก่ มัสมันไก่ หรือ ต้มยำไก่ ก็ได้ เราก็เลยถามแม่ครัว คำถามที่เราถามออกไป ก็คือ แกงไก่หมายถึงแกงอะไรคะ แกงเนื้อหละ อะไรประมาณนี้ คือเอาศัพท์ที่เค้าใช้กันในร้านที่เราไม่เข้าใจมาถาม แล้วอยู่ๆคุณลูกสาวเจ้าของร้านก็ตะโกนใส่เรา หาว่าเราไม่รู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราไม่รู้จักที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เราก็งงแด๊กเลย เพราะสิ่งที่เราทำอยู่เนี่ย ไม่ใช่ว่าเราพยายามที่จะเรียนรู้มันหรอกเหรอ?
เราก็อยากจะบอกกลับไปเหมือนกันนะว่า เค้ามาอยู่ต่างประเทศเนี่ย ได้เรียนรู้มั๊ยภาษาอังกฤษเนี่ย? วันๆดูแต่ทีวีไทย คุยแต่ภาษาไทย คบแต่เพื่อนไทย แล้วที่เรียนไม่จบเนี่ย เพราะภาษาไม่ได้ เข้ากับเพื่อนต่างชาติไม่ได้ ไม่ใช่เหรอ? แต่เราก็ไม่พูดหรอก ช่างหัวมัน อยากว่าอะไรว่าไป